องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมืองทั้ง 9 คน ประกอบด้วย นายสมศักดิ์ เนตรมัย ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา ในฐานะเจ้าของสำนวนคดียึดทรัพย์
นายธานิศ เกศวพิทักษ์ ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา,นายพิทักษ์ คงจันทร์ ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา ,นายพงศ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์ ผู้พิพากษาอาวุโส ในศาลฎีกา ,นายอดิศักดิ์ ทิมมาศย์ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา , ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล รองประธานศาลฎีกา ,นายประทีป เฉลิมภัทรกุล ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา , นายกำพล ภู่สุดแสวง ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และนายไพโรจน์ วายุภาพ รองประธานศาลฎีกา ได้ขึ้นนั่งบัลลังก์เริ่มอ่านคำพิพากษายึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 76,000 ล้านบาท ท่ามกลางกลุ่มสื่อมวลชนประมาณ100 คน เข้ารับฟังในห้องพิจารณาโดยมีประชาชนอีกจำนวนหนึ่งก็เข้าไปฟังการตัดสินคดียึดทรัพย์ด้วย
สำหรับรายละเอียดที่อัยการส่งสำนวนฟ้องมีใจความสรุปว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีพฤติการณ์ในการคงไว้ซึ่งหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด ผ่านบริษัทที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นเจ้าของ เช่น บริษัทแอมเพิลริช อินเวสต์เมนต์ บริษัท วินมาร์ค จำกัด และการถือหุ้นผ่านบุตรและพี่น้อง หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณใช้ "นอมินี" ในการถือหุ้นชินคอร์ปมาตลอดในช่วงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่
2.พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้อำนาจสั่งการ มอบนโยบาย เจ้าหน้าที่ของรัฐทำการเอื้อประโยชน์ให้กับ บจก.ชินคอร์ป ใน 5 นโยบาย ประกอบด้วย
1.การแปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคม เป็นภาษีสรรพาสามิต ด้วยการตรา พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพาสามิต ( พ.ศ.2527) พ.ศ.2546
2.กรณีแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ( CELLULAR MOBILE TELEPHONE ) เมื่อวันที่ 15 พ.ค.44 ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ ที่ต้องจ่ายให้ บ.ทศท. ฯ จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (มือถือ) แบบบัตรเติมเงิน หรือ Prepaid Card ให้บริษัท AIS เป็นร้อยละ 20 จากเดิมที่ต้องจ่ายแบบอัตราก้าวหน้าในอัตราร้อยละ 25- 30
3.กรณีแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ( CELLULAR MOBILE TELEPHONE ) เมื่อวันที่ 20 ก.ย.45 ปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายร่วม ( Roaming ) เอื้อประโยชน์ชินคอร์ป ฯ และ AIS โดยแก้ไขให้ AIS เข้าไปใช้เครือข่ายร่วมผู้ให้บริการรายอื่นที่มีผลให้ AIS ไม่ต้องจ่ายเงินกว่า 18,970,579,711 บาท ให้กับ บ.ทศท ฯ และ กสท.
4.กรณีอนุมัติโครงการยิงดาวเทียม IP STAR การอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทาน ลงวันที่ 27 ต.ค.47 การอนุมัติให้ใช้เงินค่าสินไหมทดแทน ดาวเทียมไทยคม 3 จำนวน 6.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ไปเช่าช่องสัญญาณต่างประเทศ เอื้อประโยชน์ บ.ชินคอร์ป ฯ และ บ.ชินแซท เทิลไลท์ จำกัด
5.กรณีอนุมัติให้รัฐบาลสหภาพพม่า กู้เงินธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ เอ็กซิมแบงค์ จำนวน 4,000 ล้านบาทในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุน และขยายเวลาปลอดการชำระหนี้ จาก 2 เป็น 5 ปี เพื่อนำไปซื้ออุปกรณ์การพัฒนาระบบโทรคมนาคมของพม่า จาก บ.ชินแซท ฯ
หลังจากผู้พิพากษาได้อ่านสำนวนฟ้องของอัยการสูงสุดแล้ว จึงได้เริ่มคำแย้งของทักษิณและครอบครัว เสร็จแล้วได้อ่านคำวินิจฉัยขององค์คณะผู้พิพากษาโดยเห็นว่าคุณหญิงพจมาน และครอบครัวชินวัตร มีความสัมพันธ์กันและเข้ารับสัมปทานโครงการของรัฐ
ต่อจากนั้นศาลได้วิเคราะห์ตามคำฟ้องและข้อโต้แย้ง เริ่มจากเห็นว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอำนาจในการวินิจฉัยคดีนี้
และเห็นว่าคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มีอำนาจไตร่สวนที่จะยื่นคำร้องตามประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประ (คปค.) และได้ดำเนินการตามกรอบเวลาที่กำหนดตามประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 แล้ว
และคณะอนุกรรมกาได้ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงและพิสูจน์ทรัพย์สินอย่างเต็มที่ ไม่ได้ปิดกั้นผู้ถูกกล่าวหาตามที่อ้าง รวมถึงองค์ประกอบของ คตส.ก็ไม่มีปัญหาหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ถูกต้องแต่อย่างใด
องค์คณะผู้พิพากษามีมติเป็นเอกฉันท์ว่าคตส.มีอำนาจร้อง รวมทั้งพิเคราะห์ข้ออ้างของ พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า กรรมการ คตส. ได้แก่ นายกล้าณรงค์ จันทิก นายบรรเจิด สิงคเนติ และนายแก้วสรร อติโพธิ เป็นปฎิปักษ์ นั้นฟังไม่ขึ้น
ศาลได้วินิจฉัยต่อมาถึงกรณีการได้มาซึ่งทรัพย์ของผู้ถูกร้องอย่างเช่น การแปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคม เป็นภาษีสรรพาสามิต ด้วยการตรา พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพาสามิต ( พ.ศ.2527) พ.ศ.2546 โดยเห็นว่า คำร้องของผู้ร้องไม่เคลือบคลุม และครบถ้วนตามกฎหมายและไม่จำต้องบรรยายรายละเอียดของทรัพย์สินเพราะเป็นเรื่องต้องพิสูจน์ในศาล
ต่อจากนั้นได้ศาลวินิจฉัยเรื่องการถือหุ้นแทน โดยระบุว่า การขายหุ้นให้พี่น้องของผู้ถูกร้องมีพิรุธ ไม่มีใครจ่ายเป็นเงินทั้งที่จริงๆมีเงินจ่ายได้แต่กลับจ่ายเป็นตั๋วสัญญา ดังนั้นการใช้เงินสด 68 ล้านบาท ไม่มีเอกสารใดๆ มาแสดงข้ออ้างการใช้เงินจึงรับฟังไม่ได้ และเป็นผู้รับเงินปันผลแสดงว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ซึ่งตามบัญชีบริษัทแอมเพิลริช มีเงินปันผลเข้าบัญชีในปี 2546-47 และต้นปี2548 จำนวน 1 พันล้านบาท
ดังนั้นศาลจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 1 ถือหุ้นใหญ่กว่า 1,400 ล้านหุ้นของบริษัทชินคอร์ป ช่วงอยู่ในตำแหน่ง ตามคำร้อง
ชี้ทักษิณออก2พรก.เอื้อชินรัฐสูญ6หมื่นล.
ศาลวินิจฉัยประประเด็นต่อไปว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 (พ.ต.ท.ทักษิณ) ใช้อำนาจขณะเป็นนายกฯเอื้อประโยชน์ตัวเองและพวกพ้องไหม โดยเฉพาะการแก้ไขกฎหมายสรรพสามิต เบื้องต้นเห็นว่า การเก็บภาษีสรรพสามิตก็เพื่อเก็บรายได้เข้ารัฐ การที่ให้เอาค่าสัมปทานโทรศัพท์มาหักจากอัตราภาษีจึงขัดแย้งกัน การให้เอาค่าสัมปทานไปหักจากภาษีสรรพสามิตทำให้ ทศท.เสียเปรียบและเสียหายอย่างรุนแรง การทำเช่นนั้นทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่มีรายจ่ายสูงกว่าเอไอเอสมาก ยากที่ผู้ประกอบการรายใหม่จะเกิดได้ ดังนั้นจึงมติด้วยเสียงข้างมากว่าการตรา พ.ร.ก. 2 ฉบับ เพื่อให้เอาค่าสัมปทานไปหักจากอัตราภาษีสรรพสามิตเป็นการเออื้ประโยชน์แก่ชินคอรปทำให้รัฐเสียหายกว่า 6หมื่นล้านบาท
ชี้ทักษิณแก้สัญญามือถือเอื้อหุ้นชิน
ศาลได้วินิจฉัยประเด็นต่อมาว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 (พ.ต.ท.ทักษิณ) ได้ดำเนินการแก้สัญญาโทรศัพทย์มือถือแบบเติมเงินและโรมมิ่งเอื้อบ.ชินคอร์ป
ชี้ดาวเทียมไอพีสตาร์ร์เอื้อชิน-ไทยคม
ศาลได้วินิจฉัยประเด็นเรื่องดาวเทียมไทยคมและดาวเทียมไอพีสตาร์ว่าการแก้ไขให้ดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมสำรองของไทยคมโดยไม่มีการเปิดประมูลแข่งขันอย่างเป็นธรรม แต่ไม่มีการเปิดประมูลตามกฎหมาย จึงมีมติเสียงข้างมากว่า ดาวไอพีสตาร์เอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ปและดาวเทียมไทยคม
ชี้วินิจฉัยทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินได้
ศาลได้วินิจฉัยด้วยมติข้างมากว่า การอนุมัติเงนกู้พม่าเป็นการเเอื้อประโยชน์แก่ไทยคมและชินคอรป แล้วได้วินิฉัยว่า ผู้ถูกร้องงใช้อำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องทั้ง 5 กรณี และเห็นว่าสามารถพิจารณาวินิจฉัยให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้ ต่อจากนั้งได้วินิจฉัยว่าทรัพย์ทั้งส่วนของพ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานสามารถวินิจฉัยตกเป็นของแผ่นดินได้รวมแล้วประมาณ 46,373 ล้านบาท จึงพิพากษายึดทรัพย์จำนวนดังกล่าว
ขณะที่บรรยากาศที่พรรคเพื่อไทย ริมถนนพระราม 4 ปรากฏว่าตั้งแต่ช่วงเช้ามีกองทัพสื่อมวลชนจำนวนมากมาจับจองพื้นที่ เพื่อรอรายงานสถานการณ์ความเคลื่อนไหวภายในพรรคหลังจากพรรคเพื่อไทยระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะวีดีโอลิงค์เข้ามาที่พรรคเป็นระย ๆ เริ่มตั้งแต่เวลา 13.00 น.ระหว่างการตัดสินคดี จนเต็มบริเวณพื้น ที่ห้องโถงชั้น 1 ของอาคารที่ทำการพรรค
โดยพรรคเพื่อไทยได้จัดเตรียมจอโปรเจคเตอร์ไว้ให้ติดตามสถานการณ์ไว้ 4 จุด แบ่งเป็นที่ห้องโถงชั้น 1 จำนวน 2 จุด และชั้น 4 เพื่อรองรับแกนนำพรรคเพื่อไทยและอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน รอให้กำลังใจการตัดสินคดี
เบื้องต้นได้มีแกนนำพรรคเพื่อไทย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรค นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองหัวหน้าพรรคฯ และนายพีระพันธ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรมว.คลัง นายพิชัย นฤคพันธุ์ อดีตรมช.คลัง ทยอยเดินทางเข้าพรรคขึ้นไปรวมตัวกัน รวมทั้งมีบรรดาอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยและอดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประ ชาชน นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นายอดิศร เพียงเกษ อดีต รมช.เกษตรฯ นายชูศักดิ์ ศิรินิล อดีต รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในเวลา12.00 น.ที่บริเวณชั้น 4 ส่วนใหญ่สวมเสื้อแดงซึ่งพรรคจัดวอร์รูมไว้เพื่อวีดีโอลิงค์กับพ.ต.ท.ทักษิณด้วย
ขณะเดียวกันมีประชาชนคนเสื้อแดงทยอยเดินทางมาให้กำลังใจและเกาะติดสถานการณ์อย่างต่อเนื่องจับจองจนเต็มพื้นกว่า100 คน ที่ห้องโถงชั้น 1 อาคารที่ทำการพรรค
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีการนำแผ่นพับ 2 ชุด ๆ ละ 4 หน้า จำนวนปึกใหญ่ มาวางไว้ที่เคาน์เตอร์พรรคเพื่อไทยเพื่อแจกให้ประชาชนที่มาให้ติดตามสถานการณ์และรอให้กำลังใจ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยแผ่นแรกเป็นของกลุ่มผู้พิทักษ์ความยุติธรรม ใช้ชื่อว่ายึดอำนาจ ยึดทรัพย์ ทำลายหลักนิติธรรม นำประเทศสู่กลียุคซึ่งเนื้อหาสาระถึงความเป็นมาจากการทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง จนนำไปสู่การยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ
ส่วนอีกแผ่นเป็นของกลุ่มผู้รักความยุติธรรมใช้ชื่อว่าที่มาที่ไป ทรัพย์สิน 7.6 หมื่นล้านบาท ความจริงที่คนไทยควรรู้เนื้อหาสาระข้อเท็จจริงที่มาที่ไปทรัพย์สินของพ.ต.ท.ทักษิณ โดยได้ระบุยืนยันว่ารวยก่อนทำงานงานการเมือง ไม่ใช่ทำงานการเมืองแล้วรวย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.10 น.นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช.ให้สัมภาษณ์ถึงการตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรขอให้คนเสื้อแดงตั้งหลักให้ดี เพราะทราบมาว่าจะมีการสร้างสถานการณ์ที่ศาลฎีกาภายหลังมีคำตัดสิน เนื่องจากเย็นวันที่ 25 ก.พ.เครือข่ายรัฐบาลโดยเฉพาะกลุ่มเสื้อน้ำเงินได้มีการระดมคนจากจังหวัดบุรีรัมย์และมหาสารคามเข้ามาที่กทม. เข้าใจว่าจะมาใส่เสื้อแดงเพื่อสร้างสถานการณ์ อาจเป็นรูปแบบการแสดงความไม่พอใจ ทุบข้าวของต่างๆ จึงอยากจะเตือนนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่า ถ้าพิสูจน์ได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับคนเสื้อน้ำเงิน พวกตนก็อาจจะไปชุมนุมที่กระทรวงมหาดไทยหรือที่บริษัทชิโนไทยก่อนก็ได้
ขอยืนยันว่าคนเสื้อแดงจะไม่เคลื่อนไหวไปที่ศาลหรือบริเวณใดๆทั้งสิ้น จะนัดชุมนุมในวันที่ 14 มี.ค.เพราะจะเป็นการชุมนุมโดยใช้สติ ไม่มีการใช้อารมณ์มาเจือปน วันนี้เท่าที่ดูท่าทีของนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เหมือนจะรู้อะไรล่วงหน้า จึงให้ช่องหอยม่วงออกมาเคลื่อนไหวไม่หยุด ขอเตือนว่านายสาทิตย์เป็นอีกคนหนึ่งที่เป็นเป้าหมายของคนเสื้อแดงด้วย
ทั้งนี้น่าสังเกตว่ากระบวนการต่างๆมีการเคลื่อนไหวช่วงนี้โดยเชื่อมโยงและโยงใยกับกระบวนการโค่นล้มอำนาจ 19 ก.ย.2549 ล็อคเป้าหมายทำลายพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งภายหลังคำตัดสินทุกคนก็จะทราบว่าใครเป็นใคร แต่ใครที่ฉ้อฉลจะต้องได้รับชะตากรรมยิ่งกว่าคนที่ถูกตัดสินคดีในวันนี้ และจะได้เห็นหน้าที่ชัดเจนของนอมินีคตส.ที่ใช้มารับค่าสินบนนำจับ
ตนได้คุยกับพ.ต.ท.ทักษิณเมื่อเวลา 24.00 น.ของวันที่ 25 ก.พ. โดยพ.ต.ท.ทักษิณยังมีสุขภาพและใจแข็งแรง ยังคาดหวังต่อกระบวนการยุติธรรมของไทย ยืนยันว่ากำลังใจดีมาก ในส่วนแกนนำกลุ่มเสื้อแดงนั้น ไม่มีใครที่จะเดินทางไปดูไบ ยังปักหลักที่ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว ส่วนกรณีที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ออกมาขอโทษตนหลังจากระบุว่าคนเสื้อแดงไม่มีทางจะนำคนเสื้อแดงขึ้นรถกระบะ 1 แสนคันเดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯได้นั้น ต้องขอกราบขอบพระคุณและขอโทษร.ต.อ.เฉลิมด้วย ที่ผ่านมาเรารักใคร่กันดี ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาอะไร
คมชัดลึก